ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายในค่ำคืนของปลายเดือนกันยายน ลมเย็นสดชื่นโชยอ่อนๆผ่านหน้าต่างระเบียง สุธิดานั่งเหม่อมองออกไปยังวิวทิวทัศน์ภายนอก เช่นเดียวกันกับใจของเธอ

 

เธอนั่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานแล้ว นานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่อาจรับรู้ อาจครึ่งชม. หนึ่งชม. หรือสองชม. หากไร้ซึ้งเข็มนาฬิกาบอกเวลา กาลเวลาก็คงไร้ซึ่งความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางความมืดของคืนที่พระจันทร์หลับไหลเช่นนี้แล้วด้วย แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนคงไม่อาจรู้ได้ หากใช้มาตรความรู้สึกวัดก็คงไม่สามารถ ความรู้สึกของคนเราไม่เคยเที่ยงตรงเลยแม้สักครั้ง เธอรู้เรื่องนี้ดีอย่างเต็มความเข้าใจ 

 

เวลายังคงไหล่เลื่อนไปอย่างนั้นของมัน เดินไปพร้อมเพรียงกับเข็มนาฬิกาที่ไม่อาจมองเห็น หากนาฬิกาเรือนนั้นไม่ตาย ถ่านไม่หมด หรือลานยังคงสามารถขับลูกตุ้มให้แกว่งไกวได้ สุธิดาใจลอยคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามา แต่ในความเป็นจริง เรื่องราวเหล่านั้นอาจเพียงผ่านออกไปก็ได้ เธออาจเป็นเพียงร่างกายโป่รงใส กางแขนรับสายลมที่พัดผ่านร่างกายเธออกไป ไม่อาจคว้าจับสิ่งใดได้ เพียงเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับหลงเหลือบางอย่างเอาไว้ บางอย่างที่ไม่อาจจับต้อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่ยังคงตกค้างอยู่ในหัวสมอง ทำให้เธอยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ที่ระเบียงในคืนที่ฝนโปรยปรายเช่นนี้

 

เป็นเวลานานเหลือเกินที่เธอไม่ได้ทำเช่นนี้ นั่งเหม่อลอยโดยไม่ต้องคำนึงถึงวันพรุ่งนี้ เธอผลักความกังวลทั้งมวลเอาไว้ที่ใดสักแห่ง ไกลแสนไกล ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายหรือเกิดขึ้นบ่อยนัก หน้าที่การงานของเธอเองดึงดูดเวลาไปเสียจนหมดสิ้น เหมือนมะนาวที่ถูกบีบเค้นจนไม่เหลือน้ำสักหยด นานๆครั้งถึงจะได้มีเวลาเป็นของตัวเองเพื่อทำสิ่งอื่นบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับเลือกที่จะใช้เวลาอันมีค่านี้ไปกับการนั่งเฉยๆริมระเบียง ไม่ทำสิ่งใด เหมือนรากไม้ได้งอกจากร่างกายเธอและมันชอนไชยึดติดกับเก้าอี้จนเธอไม่อาจลุกไปไหนได้

 

ระหว่างที่เธอนั่งเหม่อมองไปยังภาพทิวทัศภายนอกอยู่นั้น จู่ๆท้องฟ้ากลับปรากฏจุดเล็กๆสีแดงขึ้น ไม่นานจากนั้นมันเปลี่ยนเป็นสีขาว คืนนี้ไร้ดวงดาวโดยสิ้งเชิง ทำไมอยู่ๆแสงนั้นถึงได้ปรากฏขึ้นมา สุธิดาสงสัย เธอจ้องมองจุดแสงนั้น แสงสีขาวสุกสกาว กระพริบวูบวาบไปมา เป็นเพียงจุดลำแสงเล็กๆ เหมือนเม็ดสิวของผิวหน้าท้องฟ้า ส่วนเกินที่ไม่น่าจะปรากฏขึ้นมาบนความสวยงามนวลเนียน เธอจ้องมองมันอย่างนั้นโดยไม่กระพริบตา จุดลำแสงนั้นค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเธอสังเกตุเห็นได้ว่า ในความเป็นจริงจุดสีขาวที่เธอเห็นนั้นเป็นวัตถุบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ ไม่อาจคาดเดาทิศทางได้รู้แต่เพียงมันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เธอทุกทีๆ เธอคิดสงสัย สิ่งนั้นคืออะไรกัน เครื่องบินตกอย่างนั้นหรือ แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่เพราะจุดเริ่มต้นในการปรากฏตัวของวัตถุนั้นอยู่สูงเกินกว่าระดับที่เครื่องบินจะบินได้ คิดสงสัยว่ามันคืออะไรไปก็ป่วยการ เฝ้าจับตาคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นเพียงเท่านั้นน่าจะดีกว่า

 

เวลาผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง นานแค่ไหนไม่อาจทราบได้เพราะสุธิดาไม่ได้มองนาฬิกา วัตถุสีขาวนั้นเคลื่นที่มาตกลงบนสนามเด็กเล่นตรงข้ามกับระเบียงที่เธอนั่ง เกิดเสียงดังตุบ ไม่ดังมาก น่าแปลกใจทีเดียวที่ตกลงมาสูงขนาดนั้นแต่กลับไม่ได้เกิดเสียงดังอะไรมากนัก เธอคิดว่าคงไม่มีใครเห็นแน่ เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว มนุษย์ทั่วไปคงเข้านอนหลับไหลกันหมด พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันหยุดเสียด้วย คงมีแต่มนุษย์ที่ว่างงานไม่ตรงกับชาวบ้านเช่นเธอคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น เธอพยายามจะเพ้งจ้องมองว่าวัตถุที่ตกลงมาคืออะไร แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ขนาดของวัตถุก็ไม่ได้ใหญ่มากเท่าไหร่ ในความมืดของวัตถุนั้นกลับยิ่งมืดกว่าความว่างเปล่ารายรอบนั้นเสียอีก เธอคิดว่าคงไม่เป็นการดีแน่หากว่าจะลงไปดูใกล้ๆ สิ่งนั้นอาจนำอันตรายมาสู่เธอก็ได้ อีกทั้งเธอเองก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวด้วย แต่ถึงอย่างนั้นความอยากรู้อยากเห็นที่มีกลับมากเกินกว่าความกลัวที่ยับยั้งเธอเอาไว้ ความอยากรู้อยากเห็นตัดเฉือนรากที่เคยยึดติดเธอไว้กับเก้าอี้ก่อนหน้านี้ขาดจนหมดสิ้น ขาเธอก้าวเดินออกจากห้องเพื่อตรงไปยังจุดตกของวัตถุนั้น

 

เธอสวมรองเท้าแตะ พกร่มขนาดกระทัดรัดเพื่อกันฝน และเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมืดมาก เธอจึงพกไฟฉายติดมือมาด้วย เธอเดินตรงไปยังจุดตกนั้น พอใกล้ถึงบริเวณที่วัตถุนั้นอยู่เธอระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ค่อยๆก้าวเดินไปอย่างช้าๆ สีหน้ากล้าๆกลัวๆไม่อาจมั่นใจเต็มที่ได้ว่าเธออยากจะเข้าไปเห็นสิ่งๆนั้นจริงหรือเปล่า เธอค่อยๆเดินไปทีละก้าวๆ เมือใกล้ถึงเธอเปิดไฟฉาย สาดลำแสงไปยังจุดที่วัตถุนั้นตก วัตถุนั้นค่อยๆขยับ การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้เธอตื่นกลัวอย่างสุดขีด แต่ขาสองข้างก็ไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะหันหลังวิ่งหนีหรือเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก็ตาม เธอไม่อาจบอกได้ว่าวัตถุที่อยู่ตรงหน้าเธอคืออะไรกันแน่ คล้ายกับว่ามันดูดกลืนความมืดรายรอบเข้าไปอยู่ในตัวของมันเองในปริมาณมาก เหมือนกลุ่มควันหนาทึบอัดแน่นไม่อาจบอกรูปร่าง แต่ภายในไม่ใช่ความกลวงเปล่าแน่นอนเธอรู้สึกเช่นนั้น วัตถุที่ว่าส่องแสงอีกครั้ง เป็นแสงคล้ายแฟลชจากกล้องถ่ายรูป เพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าจากก้อนวัตถุที่ไม่สามารถบอกรูปร่างได้ กลายเป็นมนุษย์เพศชายร่างกายเปลือยเปล่า นอนคว่ำหน้าอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไหวติง

 

สุธิดาทำได้แต่เพียงยืนอยู่อย่างนั้นไม่อาจขยับไปไหนได้ หัวสมองพยายามหาเหตุผลแห่งความเป็นจริงทั้งหมดที่เธอพอจะมีเพื่อมารองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ถึงจะพยามนึกเท่าไหร่ก็ไม่ค้นพบชุดความคิดใดๆเลยที่จะมายืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่าเป็นความจริง หากเธอไม่ตาลาย มึนเมา สติผิดเพี้ยนหรือเพียงฝันไป คงมีเพียงเท่านี้ที่จะทำให้เชื่อได้ว่าความเป็นจริงยังคงดำรงค์อยู่ แต่คงไม่อาจสามารถทำแบบนั้นได้ เพราะภาพที่เห็นนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้จะเป็นความจริงที่ไม่อาจยอมรับได้ก็ตาม และเธอก็ยังคงรับรู้อยู่เต็มความรู้สึกว่าตาเธอไม่ได้ฝาด สติไม่ได้เพี้ยนและเธอไม่ได้ฝันไป เธอรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปใกล้ๆวัตถุนั้น ไม่ใช่สิ ร่างกายเปลือยเปล่านั้นเข้าไปอีก เธอไม่ประหวั่นต่อร่างกายเปลือยเปล่าของเพศตรงข้ามมากนัก ด้วยงานการที่เธอทำก็มีความจำเป็นต้องข้องแวะกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว ยิ่งเธอเข้าใกล้เท่าไหร่ แสงไฟจากไฟฉายยิ่งขับความมืดออกไป แทนที่ด้วยความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

"คุณๆ"

สุธิดาตัดสินใจเปล่งเสียงออกมา ร่างนั้นนอนคว้ำหน้าและหันหน้าไปอีกทางทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าของชายผู้นั้นได้

 

"คุณๆ"

เธอลองพูดประโยคเดิมซ้ำอีก ไม่มั่นใจนักว่าร่างเปลือยเปล่านั้นจะได้ยิน หรือหากได้ยินจะเข้าใจไหม

 

จู่ๆร่างนั้นค่อยๆขยับ ฝ่ามือที่แบทาบอยู่กับดินค่อยๆกอบกำผิวดิน กำคลายๆซ้ำไปมาอย่างเชื่องช้า ขาสองข้างเริ่มขยับตามเช่นกันเหมือนพยายามจะตะกายลุกขึ้นเพื่อยันตัวขึ้นมา คล้ายเด็กทารกฟื้นตื่นจากห้วงหลับไหล ร่างนั้นค่อยๆพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นดิน จากนั้นเขาหันหน้ามาทางสุธิดาพร้อมเอามือบังแสงไฟให้พ้นจากสายตา

 

"คุ ณ ช่ ว ย ล ด แ ส ง ไ ฟ ห น่ อ ย จ ะ ไ ด้ ไ ห ม"

 

ร่างเปลือยเปล่านั้นเอ่ยออกมาในที่สุด เสียงนั้นฟังดูแปลกๆ ประโยคคำพูดแต่ละคำที่หลุดออกมามีการเน้นเสียงที่ไม่ถูกต้องนัก อีกทั้งยังยืดยาวออกไปเกินความจำเป็น เหมือนภาพสโลโมชันเสียงยืดยานทุ้มต่ำ สุธิดาขยับขาถอยหนีไปข้างหลังโดยทันที มือสองข้างของชายผู้นั้นยกขึ้นบังแสงไฟทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้ถนัดนัก

 

"คุ ณ ช่ ว ย ล ด แ ส ง ไ ฟ ห น่ อ ย จ ะ ไ ด้ ไ ห ม"

 

เขาพูดซ้ำอีกครั้ง สุธิดาลดแสงไฟลง วงความสว่างเคลื่อนต่ำลงมาอยู่บริเวณพื้นดินตรงหน้าชายคนนั้น แต่ยังคงหลงเหลือแสงสะท้อนกลับขึ้นมากระทบร่างนั้นเล็กน้อย ทำให้สามารถมองเห็นเขาได้ลางๆ ชายร่างเปลือยเปล่าค่อยๆลุกขึ้นยืน เนื้อตัวมอมแมมเปื้อนดินโคลนเป็นจุดๆ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นใบหน้าผ่านแสงไฟจากไฟฉายอย่างชัดเจน แต่ภาพใบหน้าของชายผู้นั้นก็ทำให้เธอตกใจสุดขีด ภาพความทรงจำต่างๆพรั่งพรูออกมาฉายวาบในสมอง ความกลัวที่มีพลันหายไปชั่วขณะ ต้องใช้ความพยายามอยู่มากโขเพื่อข่มอารมณ์และดึงความรู้สึกกลับมา 

 

"คุณเป็นใครหนะ" สุธิดาเลือกเฟ้นคำถามที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริงเธออยากจะถามว่า คุณเป็นตัวอะไรมากกว่า

 

ไร้คำตอบจากชายผู้นั้น เขาทำแต่เพียงยื่นแน่นิ่ง สายตามองจ้องมาที่สุธิดาก็จริงแต่ก็เหมือนมองผ่านเลยเธอไป เหมือนเธอคือร่างกายโปรงใส ไร้ค่าควรต่อการโฟกัซ ความเงียบดำเนินไปเช่นนั้น คล้ายคำถามหลุดลอยออกนอกวงโคจรโลกจนไม่อาจย้อนกลับมาได้เสียแล้ว ตอนนี้ความกลัวของเธอเริ่มกลับมา เธอกำลังเข้าไปยุ่งกับอะไรบางอย่างที่่แปลกประหลาดเกินไป จริงอยู่ที่แรกเริ่มเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเธอที่นำเธอมายังจุดนี้ แต่ ณ ตอนนี้คงพอแล้ว หากล้ำเส้นไปมากกว่านี้ คงไม่อาจถอนตัวออกไปได้โดยง่ายแน่ ความยุ่งยากลำบากอาจตามมา หรือหากมองในแง่ร้ายก็คือผลกระทบจากความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นนี้อาจนำอันตรายมาสู่เธอก็ได้

 

"ดี ถ้าคุณไม่ตอบ ฉันก็คงต้องไปแล้ว"

 

สุธิดาหันหลังดินย้อนกลับไปทางที่เธอเดินมา รู้สึกเสียวสันหลังคล้ายว่าชายผู้นั้นกำลังหันปากกระบอกปืนมาทางเธอและพร้อมจะยิ่งเธอเมื่อใดก็ได้ ระหว่างก้าวเดินคล้ายเวลาผ่านไปนานกว่าเคย แต่ละย่างก้าวหนักอึ้งอย่างประหลาด การละทิ้งบางอย่างและหันหลังเดินหนีไปไม่ว่าจะกระทำต่อสิ่งใดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

"คุณช่วยพาผมไปยังที่พักของคุณหน่อยได้ไหม"  ชายผู้นั้นเอ่ยถามทำให้สุธิดาต้องหันกลับมา เสียงของเขาตอนนี้กลายเป็นเสียงปกติแล้ว

 

 

"แล้วทำไมฉันต้องพาคุณไปที่พักของฉันด้วย คุณเป็นผู้ชาย อีกอย่างฉันก็เป็นผู้หญิง คุณอาจจะท