ยังคงเป็นเช่นนั้น

posted on 23 Jan 2012 14:29 by ambaschobsanti
ผมเดินอยู่บนถนนสายเปลี่ยว ไฟทางส่องเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่สามารถขับความมืดจากราตรีกาลนี้ไปได้หมด แต่ก็ไม่เงียบเสียทีเดียว อย่างน้อยเท้าทั้งสองคู่ก็กำลังส่งเสียงคุยกันไปตามจังหวะก้าวเดิน ผู้คนมีให้เห็นประปราย บ้างกำลังนั่ง บ้างกำลังเดิน แต่ที่สะดุดตาผมก็คงจะเป็นหนุ่มสาวคู่นั้นที่กำลังขี่จักรยานอยู่ 

หญิงขับ ชายซ้อน

ไม่ได้ดูเป็นการเอาเปรียบอะไรนักในคืนที่เนิบช้าเช่นนี้ ความเร็วในการปั่นของหญิงสาวก็ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่กำลังเคลื่อนเดินไป ลมพัดใบไม้ให้สั่นไหว ทานทนไม่นานคงจะหลุดร่วงโดยไร้สัญญาณใดๆ แต่ซักวันจะเป็นเช่นนั้น ไม่ช้าก็เร็วเพียงแต่ใครจะรู้ตัวในการเลื่อนไหลของกาลเวลาเพียงเท่านั้น

"หนักไหม"
ผมถามเธอ เธอปั่นเอื่อยเฉื่อยจวนเจียนจะล้มเต็มที เธอส่ายหน้า ดวงตาจับจ้องเบื่องหน้าอยู่ สองขายังทำหน้าทีอย่างเกียจคร้าน ลมพัดมาทำให้ใจสั่นไหว ผมแนบแก้มข้างขวาลงบนหลังของเธอ

ความรู้สืกส่งตรงถึงหัวใจ

หนุ่มสาวคู่นั้นปั่นผ่านเลยไปแล้ว ไกลจนเห็นเพียงแค่ขนาดหัวแม่มือยังบังมิดชิด เช่นเดียวกับภาพอดีตที่ส่งตรงมาจากสมองเมื่อครู่ ชายแนบแก้มบนแผ่นหลังของหญิงสาว...ยังคงเป็นเช่นนั้น

เสียงเพลงสิ่งดีๆจากวงกูสแผ่วเบาลอยเข้ามาในความคำนึง เนื้อเพลงบางท่อนรบกวนจิตใจจนต้องร้องส่งเสียงออกมา

"แค่เพียงความทรงจำ ที่ฉันและเธอเคยมีต่อกัน"

"แค่อยากลืม"



......



ยากเหลือเกิน

บทเพลง

posted on 27 Nov 2011 16:58 by ambaschobsanti
 
 
 
 
 
บทเพลง

แรกเริ่ม ฉันฟัง ฉันเคลิ้มฝัน

เนิ่นนาน ฉันฟัง ฉันเชื่อแล้ว

ไม่มีจริง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Cantos : เวลา

posted on 21 Nov 2011 18:39 by ambaschobsanti
เวลาที่รัก
ฉันรัก
เวลา
 
-------------------------
 
เวลา
คือคำตอบ
ของทุกความสัมพันธ์ 
 
-------------------------
 
เวลาทำด้วยอะไร
ผลึกน้ำตาล
เข็มเหล็กแหลม
 
------------------------- 
เวลา
ทำให้ใจเราสอง
เต้นเบาลง
 
-------------------------
 
ขอแรงให้ฉัน
ฉุดรั้ง
เข็มนาฬิกา
 
 
 
 
 

ยอดมนุษย์ คนสุดท้าย

posted on 20 Nov 2011 17:08 by ambaschobsanti
     นพพล เป็นชายร่างใหญ่ ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง บนอาคารสูงสี่สิบชั้น ถึงแม้ตำแหน่งหน้าที่การงานของนพพลจะไม่สูงมากนัก แต่โต๊ะที่ทำงานของนพพลก็อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากทีเดียว นพพลทำงานอยู่บนชั้นที่สามสิบแปด

     มองโดยทั่วไปนพพลอาจเป็นชายร่างใหญ่ธรรมดา แต่หากมองให้ลึกกว่านั้นอาจเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ นพพลออกจะเป็นคนเจ้าเนื้อนิดหน่อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งที่เขาแอบซ่อนไว้จริงๆก็คือ พลังพิเศษของเขา ที่มีมาแต่กำเนิดและไม่มีใครในโลกนี้จะมีได้เหมือนเขา

     ย้อนไปในตระกูลของนพพล ปู่ของพ่อของนพพลเดินทางไกลมาจากเมืองจีน เสื่อผืนหมอนใบ ล่องเรือสำเภามาตามท้องทะเล หวังมาแสวงโชคจากความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนสยามประเทศ หนีความแร้นแค้นจากประเทศจีน คล้ายการเดิมพันแห่งชีวิต ในขณะที่เรือสำเภากำลังเดินทางอยู่นั้น ปู่ของพ่อของนพพลเกิดหลับและพลัดตกจากเรือ ผู้คนในเรือต่างตกใจและรีบมองไปยังจุดตกของปู่ของพ่อของนพพล แต่ที่ท้องทะเลลึกไม่ปรากฏสิ่งใด เวลาผ่านไปสามวัน ทุกคนในเรือต่างพากันทำใจและเชื่อว่าปู่ของพ่อของนพพลคงจะมาได้ไกลเพียงเท่านี้ แต่แล้วปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้น เมื่อด้านหลังทิศทางที่เรือกำลังแล่นมากลับปรากฏภาพของผืนน้ำที่ตีแยกออกเป็นสองด้านคล้ายโมเสกกำลังแหวกทะเล และมีกระแสน้ำพวยพุ้งออกทางด้านหลัง ภาพที่เห็นคือปู่ของพ่อของนพพล กำลังวิ่งอยู่ในท่ามกลางกระแสน้ำนั้น เมื่อใกล้ถึงเรือ ท่านกระโดดลงมายืนหยัดบนเรืออย่างสวยงามเหมือนนักยิมนาสติกลงจากพื้นหลังจากที่ร่ายรำร่างกายกลางอากาศเสร็จสิ้น ทุกคนต่างตกใจ แทบไม่เชื่อสายตา เรื่องนี้ถูกเล่าต่อๆกันมาในครอบครัวของนพพล บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แต่สำหรับนพพลนั้น เขาเชื่ออย่างจริงแท้แน่นอน เพราะเขารู้แล้วว่า พลังพิเศษนั้นได้ตกทอดมาถึงตนแล้ว

     กิจวัตรประจำวันของนพพลนั้นซ้ำไปซ้ำมา ไร้ความตื่นเต้น หน้าที่การงานของเขาก็ไม่ต่างจากแรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ เขาเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้น เพียงชิ้นเดียว และชิ้นเดิมซ้ำไปซ้ำมา เขาไม่รู้ว่ารถยนต์ที่ว่าจะน่าตาเป็นอย่างไร จะวิ่งได้ไหม เขาเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆที่คอยขับเคลื่อนให้กระบวนการต่างๆเดินไปได้ตามแผนการและกำหนดการทุกอย่างที่ได้วางไว้แล้ว แต่ตรรกะเขาแม่นยำอย่าบอกใคร กระบวนการการตัดสินใจทางเลือกทีมีถูกแปลงเป็นโค๊ดแต่ละบรรทัดของเขาไม่เคยผิดพลาด เพือนร่วมงานต่างรู้ดี หัวหน้ามักชอบใจการทำงานของเขาเสมอ เขาไม่เคยบ่น ไม่เคยหยุด ทำงานเป็นเฟืองชิ้นเล็กๆได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทุกคนมักนินทาลับหลังเขาเสมอ เขารู้ ทุกคนมองว่าเขาบ้า บ้าเรื่องราวลี้ลับ บ้าหนังวิทยาศาสตร์ มีเพียงเพื่อนเขาคนเดียวเท่านั้นที่ต่างออกไป เพื่อนคนนั้นชื่อ ไอแพร

     "มึงมันบ้า"  ไอแพรพูด ที่ไอแพรต่างจากคนอื่นนั่นเพราะไอแพรไม่เคยนินทานพพลลับหลังเลย 

      "เห้ย กุไม่ได้บ้า มึงดูขวดโค๊กนี้ให้ดีๆนะ" นพพลว่า จ้องมองขวดโค๊กตรงหน้าระหว่างเขากับไอแพร เขายื่นมือออกมา เกร็งนิ้วทั้งห้าชี้ไปยังขวดโค๊กนั้น
     ไอแพรทำสีหน้าง่วงนอนและไร้อารมณ์ ก่อนเอ่ยถาม "มึงจะทำอะไร"
     "มึงดูขวดโค๊กนี้ไว้ให้ดีๆ"

     ผ่านไปราวห้านาที ทุกอย่างยังเหมือนเดิม นพพลเกร็งนิ้วทั้งห้าชี้ไปยังขวดโค๊ก ไอแพรยังคงนั่งทำสีหน้าง่วงนอนและไร้อารมณ์อยู่ทีเดิม และสุดท้ายเหมือนไอแพรทนไม่ไหว หยิบขวดโค๊กนั้นมาดื่มและลุกจากไป

     "มึงจะไปไหน" นพพลตะโกนไล่หลังถามเพื่อน
     "กูจะไปทำงานต่อ" ไอแพรตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม
     "แต่นั่นโค๊กกูนะ" นพพลทวงโค๊กที่ไอแพรหยิบไปกินหน้าตาเฉย
     "ถือเป็นค่าที่กุอดทนดูเมิงเกร็งนิ้วละกัน" ไอแพรว่าแล้วเดินจากไปไม่หันกลับมามองนพพลอีก

     สิ่งที่นพพลกำลังจะทำคือการขยับขวดโค๊กโดยไม่มีการสัมผัส นพพลทำได้ และเขาเคยทำได้มาก่อนหลายครั้ง หลักการสำคัญไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่ขยับโมเลกุลของน้ำให้ไปทิศทางเดียวกันทางใดทางหนึ่งเท่านั้น เพราะปกติโมเลกุลจะเคลื่อนที่สะเปะสะปะ บ้างก็เคลื่อนที่ชนกันทำให้เกิดการลบล้างกันของพลังงาน แต่หากทำให้โมเลกุลเคลื่อนที่ไปทางเดียวกันแล้ว ก็ไม่ต่างจากฝีพายที่พายเรือไปทิศทางเดียวกันให้เรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ต้องอาศัยช่วงเวลาและจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะพอดี น่าเสียดายที่ไอแพรมีความอดทนต่ำไปหน่อย เลยไม่ได้เห็นสิ่งนั้น

     หลายวันต่อมา นพพลซึ่งแอบศึกษาวิชาลับใหม่สุดยอดอยู่ที่บ้านจนแตกฉาน วันนี้จะเป็นวันปฏิบัติจริงแล้ว เขาเรียกไอแพรมายื่นอยู่หน้าห้องด้วยกัน นพพลถลกแขนเสื้อขึ้นทำท่าออกวิ่ง

     "มึงจะทำอะไร" ไอแพรถามด้วยสีหน้าง่วงนอนและไร้อารมณ์เหมือนปกติ
     "มึงดูให้ดีๆก็แล้วกัน"
     นพพลตอบก่อนออกวิ่งไปยังกำแพงเบื่องหน้า เขาพุงชนกำแพงเต็มแรง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว นพพลวิ่งกระแทกกำแพงอย่างจัง ล้มตัวลงนอนกับพื้นด้วยความเจ็บปวด และความจริงที่นพพลเพิ่งรู้ก็คือ      กำแพงที่เขาวิ่งชนนั้นเป็นฝาห้องของหัวหน้างานที่เขาสังกัดอยู่ ทุกคนลุกจากโต๊ะมามองนพพล รวมถึงหัวหน้าที่อยู่ในห้องด้วย

     "นพพลคุณทำอะไร" หัวหน้าถามด้วยความงุนงงสงสัย ปะปนกับความตกใจที่นพพลทำพฤติกรรมประหลาด
      นพพลไม่ไหวแม้แต่จะอ้าปากตอบ ด้วยความเจ็บระบมจากกำแพงแข็งนั้น ไอแพรที่ยื่นดูเหตุการณ์ทั้งหมดจึงตอบแทนนพพลไป
     "นพพลมันเครียดครับหัวหน้า มันเลยหาทางระบาย" ไอแพรตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
     "อ้าว แล้วทำไมคุณไม่บอกผม นพพล ถ้าคุณเครียดเรื่องอะไรก็บอกผมได้ทันที ผมรู้คุณตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อบริษัทของเรา ไม่เคยลาหยุดแม้แต่ครั้งเดียว เอางี้ ผมให้สิทธิ์คุณลาหยุดสามวันติดเลย ถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ"
     หัวหน้าพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นพพลพยายามจะอ้าปากพูดแต่หัวหน้าก็ขัดจังหวะเสียก่อน
     "คุณไม่ต้องพูดแล้ว พรุ่งนี้คุณไม่ต้องมาทำงาน ผมให้คุณหยุดสามวันติดเลย ถือว่าเป็นการพักรักษาตัวด้วยแล้วกัน" หัวหน้าพูดเสร็จก็เข้าห้องไปทำงานต่อ ไอแพรเพื่อนตัวดีก็เช่นกัน หันหลังจากนพพลไปยังโต๊ะของตัวเอง นพพลได้แต่นึกแค้นใจที่ต้องทำสิ่งที่เสียหน้าขนาดนี้ต่อคนทั้งบริษัท

     วันหยุดยาวสามวันของนพพล ซึ่งรวมวันเสาร์อาทิตย์เข้าไปด้วย จึงทำให้นพพลมีเวลาว่างถึงห้าวันเต็ม เขาทุ่มเทเรี้ยวแรงและเวลาทั้งหมดให้กับการศึกษาหาข้อมูล การที่นพพลวิ่งชนกำแพงนั้นไม่ใช้เพราะความเครียด เขากำลังทำสิ่งที่เรียกเวลา 'การเคลื่อนย้ายผ่านสิ่งกีดขวาง' วีธีการไม่ยากอะไร เขาเพียงแค่วิ่งตรงไปยังสิ่งกีดขวางซึ่งอาจเป็นกำแพงก็ได้ และในระหว่างที่ตัวพุ่งชนเข้ากับกำแพงนั้น ร่างกายจำเป็นที่จะต้องย่อรูปแต่ละส่วนให้เล็กเท่าขนาดของอตอม จากนั้นก็เคลื่อนย้ายอตอมเหล่านั้นผ่านมวลสารของกำแพง และเมื่อพ้นขอบกำแพงอีกด้านหนึ่ง จึงประกอบอตอมเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาพเดิม แต่มีบางอย่างผิดพลาดไปในวันนั้น เขาค้นหาอย่างบ้าคลั่ง ค้นหาจุดบกพร่องที่เกิดขึ้น ปรับปรุงวิธีและกระบวนการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จากสื่อทุกทางที่เขาจะสามารถหาความรู้ได้ เขาหมกตัวอยู่กับบ้านทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ได้กินได้นอนเลยทีเดียว

     ห้าวันผ่านไป นพพลมาทำงานด้วยความสดชื่นเต็มที่ เขาค้นพบวิธีการที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อมาถึงที่ทำงานบนชั้นสามสิบแปด นพพลเรียกไอแพรมายื่นด้านข้าง

     "มึงมีอะไรอีก" ไอแพรถามด้วยสีหน้าง่วงนอนและไร้อารมณ์เช่นเดิม
     "มึงดูให้ดีๆนะ" นพพลบอกกับไอแพรก่อนถลกแขนเสื้อขึ้นตั้งท่าเตรียมออกวิ่ง
     
     คล้ายภาพสโลโมชั่น นพพลกำลังออกวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง โดยมีไอแพรที่กำลังยืนหาวเฝ้ามองอยู่ เมื่อนพพลวิ่งถึงกำแพง ร่างกายของเขาค่อยๆซึมผ่านกำแพงเข้าไป ไอแพรที่กำลังยื่นหาวอยู่ตาเบิกโพลนด้วยความตื่นตะลึง นพพลค่อยๆกลายเป็นอตอมแทรกผ่านกำแพงเข้าไป คล้าย แฮร์รี่ พอตเตอร์ วิ่งผ่านกำแพงชานชลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่ นพพลรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว ความรู้สึกคล้ายคนที่กำลังเคลิ้มหลับ เขาอยู่กึ่งกลางระว่างโลกที่มีจริงกับโลกที่ว่างเปล่า เมื่อนพพลแทรกผ่านกำแพงมาได้แล้ว เขาประกอบร่างกลับคืนสู่สภาพชายเจ้าเนื้ออีกครั้ง เขารู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ในที่สุดก็สามารถทำได้สำเร็จ

     "มึงเห็นไหมไอแพร กูทำได้แล้ว" นพพลตะโกนด้วยความดีใจกับไอแพร แต่พื้นที่ที่อยู่ระหว่างเขากับไอแพรถูกขั้นกลางด้วยกำแพงที่เขาเพิ่งผ่านมาเสียแล้ว ร่างของนพพลกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ด้วยความสูงของตึกสามสิบเจ็ดชั้นจากพื้นดิน ร่างของนพพลกำลังร่วงหล่นสู่พื้นดินเบื่องล่าง



     "มีคนกระโดดตึก" เสียงดังจากที่ใดซักแห่งในตึกสูงตะโกนด้วยความตกใจ ผู้คนต่างออกมามุงดูที่หน้าต่างว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

     ตำรวจรุดหน้ามาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และคนที่ถูกสอบสวนเป็นคนแรกคือไอแพรผู้อยู่เหตุการณ์ตรงนั้นนั่นเอง

     "คุณอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่เพื่อนคุณกระโดดลงไปใช่ไหม" ตำรวจสอบถามไอแพร
     "ครับ"  ไอแพรตอบสีหน้ายังคงดูง่วงนอนและไร้อารมณ์เช่นเดิม
     "คุณรู้สาเหตุที่เพื่อนคุณกระโดดลงไปอย่างนั้นไหม" ตำรวจถามไอแพรต่อ

     แน่นอนไอแพรรู้ว่าทำไมนพพลถึงได้กระโดดลงไป แต่ความจริงคือ นพพลไมได้กระโดดลงไป เขาเพียงวิ่งทะลุกำแพงไปเท่านั้น แต่พูดไปใครจะเชื่อหละจริงไหม ไอแพรสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดก่อนตอบตำรวจด้วยสีหน้าเช่นเดิม








     "นพพลมันเครียดครับ..."



จุมพิตสุดท้าย

posted on 10 Nov 2011 20:17 by ambaschobsanti
ร่างเธอเหยียดตรงแข็งทื่อ
ถูกตบแต่งด้วยอาพรชั้นดี
นอนนิ่งไม่ขยับไร้การเคลื่อนไหว
เปลือกตาปิดสนิท
ไม่เลย ฉันไม่กลัวเธอเลยแม้แต่น้อย
เพียงประหวั่นใจจากสถานภาพแที่แตกต่างกันของเรา
เธออยู่ฝ้ากโน้น และฉันอยู่ฝ้ากนี้
ใจฉันหวิวหลุดลอย
มันแกว่งไกวไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา
ภาพสุดท้ายที่สุดเท้าที่จะสุดท้ายได้
ฉันจุมพิศเธอ ลงบนหน้าผาก
ดูดกลื่นทุกสิ่งอย่างไปจากเธอเข้ามาในตัวฉัน
หากความจริงฉันคือตัวเธอแต่แรกแล้ว
และวันนี้เธอได้ข้ามฝ้ากฝั่งไปเสียแล้ว
ไปรอฉันอยู่ฝ้ากโน้น
หากฉันเห็น การโบกมือสบัดเรียกนั้น
แน่นอน ฉันเองก็กำลังเดินทางไปเช่นเธอ
เช่นกัน...